จากความตั้งใจ ความเชื่อมั่น และความดื้อ สู่เจลพลังงานธรรมชาติเจ้าแรกของไทย
ย้อนไปเมื่อปี 2014 เมื่อ เจ รุจิรโมรา ผู้บริหารเอเจนซี่โฆษณา หันมาจริงจังกับกีฬาเอ็นดิวแรนซ์และการแข่งไตรกีฬามากขึ้น เขาพบปัญหาใหญ่ คือ...ไม่มีเจลให้พลังงานแบรนด์ไหนที่ตอบโจทย์คนกินคลีนอย่างเขาเลยแม้แต่แบรนด์เดียว
เจลส่วนมากในท้องตลาดล้วนทำมาจากสารสังเคราะห์สารพัดชนิด ไม่รู้เลยว่ากินแล้วเอาอะไรเข้าร่างกายบ้าง และถึงจะพลิกอ่านส่วนผสมหลังซองก็ยังต้องงงกับชื่อเคมียากๆ ยาวๆ เจลที่ทำมาจากอาหารธรรมชาตินั้นมีน้อยมาก แถมยังต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ทั้งแพงและไม่สะดวก
เจพบว่า เขาไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหานี้ มีนักกีฬาอีกจำนวนมากที่ใส่ใจการกิน และพยายามเลือกกินแต่ของธรรมชาติในทุกๆ มื้อ และหลีกเลี่ยงของแปรรูป เช่นเดียวกับเขา แต่คนเหล่านี้กลับต้องยอมลดมาตรฐาน เมื่อถึงเวลาต้องเติมพลังงานระหว่างเล่นกีฬา เพราะเจลทุกยี่ห้อในตลาดเป็นเจลสังเคราะห์แทบทั้งสิ้น
แต่สำหรับเจ เขามีคำถามว่า...ทำไมเราต้องยอม? และ ทำไมมันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้?
ในปี 2016 เขาจึงเริ่มคิดสร้างเจลพลังงานของตัวเอง ทุ่มเทเวลาหลังเลิกงาน ศึกษาโภชนศาสตร์การกีฬา และค้นคว้าส่วนผสมต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย...โดยเริ่มจากห้องครัวของตัวเอง
ในฐานะคนไทย เจเลือกที่จะใช้วัตถุดิบในบ้านเกิด ซึ่งมีอยู่อย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์ ทั้งสารพัดพืชพรรณและผลไม้รสชาติดี รวมถึงศาสตร์การถนอมอาหารแบบโบราณ ซึ่งมุ่งเน้นการคงคุณค่าและรูปแบบตามธรรมชาติของวัตถุดิบต่างๆ ไว้ให้ได้มากที่สุด
ส่วนผสมหลักทั้งหมดของแอมโม่ คือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมด้านอาหารและเกษตรกรรมของไทย ทั้งผลไม้สดอย่างกล้วยน้ำว้า มะม่วง และเสาวรส คาร์โบไฮเดรตธรรมชาติอย่างน้ำตาลมะพร้าวบริสุทธิ์ และน้ำต้อยกล้วยตาก และดอกเกลือสมุทรจากชายฝั่งทะเลไทย มีเพียงเมล็ดเจียเท่านั้นที่จำเป็นต้องนำเข้าจากอเมริกาใต้ เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด
หนึ่งในปณิธานของแอมโม่ คือการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับโภชนศาสตร์การกีฬา และวิทยาศาสตร์อาหาร เพื่อสร้างเจลให้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ปราศจากสารสังเคราะห์และสารเคมีปรุงแต่ง และที่สำคัญ...เมื่อพลิกอ่านส่วนผสมหลังซองแล้ว ต้องเข้าใจง่ายสำหรับทุกคน
ผลไม้สด 3 ชนิด
ให้ความอร่อยสดชื่น เป็นธรรมชาติ พร้อมด้วยวิตามิน
เมล็ดเจียบด
ซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมด้วยกรดอะมิโน และช่วยสร้างเนื้อสัมผัส
น้ำต้อยกล้วยตาก
คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวจากธรรมชาติ ให้พลังงานเร็ว
น้ำตาลมะพร้าวบริสุทธิ์
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ให้พลังงานต่อเนื่องยาวนาน
ดอกเกลือสมุทร
อิเล็กโทรไลท์ธรรมชาติ และช่วยชูรสชาติของทุกอย่าง
เจลต้นแบบชุดแรกๆ ของแอมโม่ ผสมในครัวที่บ้านของเจเอง
ตลอดเวลา 3 ปี เขาทุ่มเทเวลาว่างจากงานประจำไปกับการพัฒนาสูตร ทดลองปรุงและผสมส่วนผสมนับครั้งไม่ถ้วน ตระเวนหาเจลให้พลังงานสารพัดแบรนด์จากทั่วโลกมาทดลองชิม ทดลองใช้ นำข้อดีของตัวที่ชอบมาพัฒนาต่อ และหลีกเลี่ยงคุณสมบัติของตัวที่เขาไม่ชอบ
เมื่อได้สูตรที่ถูกใจ ก็ส่งต่อให้ทีมนักวิทยาศาสตร์อาหารและนักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท ALS ช่วยพัฒนาต่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการและพลังงานเพียงพอตามที่นักกีฬาต้องการ และสะอาด ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา และเก็บได้นานโดยไม่เสื่อมสภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีกันบูด และเริ่มสายการผลิตในโรงงานที่เขาคัดเลือกด้วยตัวเอง
ในปี 2019 แอมโม่ ก็ได้เริ่มวางจำหน่าย และกลายเป็นเจลให้พลังงานจากอาหารธรรมชาติแบรนด์แรกของไทย จนถึงวันนี้ แอมโม่ได้เติมพลังธรรมชาติให้กับนักกีฬาทุกระดับ จากหลากหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่นักกีฬาอาชีพ นักกีฬาอีลิท นักกีฬาสมัครเล่น หรือแม้แต่นักกีฬาเด็กๆ ได้รับการยอมรับทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย
เจลต้นแบบ ชุดปี 2017
เจลต้นแบบ ชุดปี 2018
บรรจุภัณฑ์แรก เปิดตัวปี 2019
บรรจุภัณฑ์ใหม่ เริ่มใช้ปี 2025
เราสร้างแอมโม่ด้วยความเชื่อมั่นว่า นักกีฬาที่ใส่ใจสุขภาพและการกิน ไม่จำเป็นต้องลดมาตรฐานของตัวเอง เมื่อถึงเวลาเติมพลังงานระหว่างออกกำลังกาย
และเราตั้งใจทำทุกอย่างตามความเชื่อมั่นนี้ ทั้งส่วนผสมที่เราเลือกใช้ และวิธีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ชัดเจน ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
เราเชื่อว่านักกีฬาทุกคนมีสิทธิ์รู้ว่าตัวเองกำลังนำอะไรเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารที่เลือกกิน หรือเจลพลังงานที่เลือกใช้ แอมโม่จึงเป็นเจลพลังงานที่เข้าใจได้ง่าย อ่านส่วนผสมแล้วรู้ว่ากำลังกินอะไร และรู้ว่าแต่ละตัวมีหน้าที่อะไร
แต่เป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำเจลพลังงานที่ดีเราอยากเห็นมาตรฐานใหม่ของโภชนาการการกีฬา ที่โปร่งใส ซื่อสัตย์ และเข้าใจง่าย ที่นักกีฬาไม่ต้องเดาความหมายของชื่อส่วนผสม ไม่ต้องเชื่อคำโฆษณาที่ตรวจสอบไม่ได้ และไม่ต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพกับความสบายใจ
โภชนาการที่ดี ไม่ควรเป็นเรื่องซับซ้อน และนักกีฬาทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังกินอย่างแท้จริง